ประวัติการรบของทหารไทยในสงครามเกาหลี 
Battles Resume: Thai Soldiers’ War For Korea
ประวัติการรบของทหารไทยในสงครามเกาหลี
โดย พลตรี ธิวา เพ็ญเขตกรณ์
อดีตผู้ช่วยทูตทหารบกไทยประจำกรุงโซล
It was cold, actually freezing cold, at –12 degree Celcius, in Pyongyang, North Korea, at 1900 o’clock on 26 November 1950, especially for Thai Soldiers who was just taking a responsibility of local security from the Philippines. The Thai soldiers had come from Thailand, leaving Bangkok on 22 October 1950, where it was very hot, compared to Korea, about 30 degree celcius. They had to work in the opened areas, where shelters were damaged and could not prevent the cold air, and with insufficient winter clothes, which would arrive much later from Busan.
เมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่มตรง มืดสนิท ของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2493 ณ กรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ อุณหภูมิติดลบ 12 องศาเซลเซียส อากาศหนาวมาก หนาวจนแข็ง โดยเฉพาะสำหรับทหารไทย ซึ่งเพิ่งรับมอบภารกิจในการระวังป้องกันสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเปียงยาง ต่อจากทหารฟิลิปปินส์ ที่รู้สึกหนาวเย็นเป็นพิเศษ เนื่องจากได้เดินทางจากประเทศไทยเมื่อ 22 ตุลาคม 2493 มาร่วมรบในสงครามเกาหลี ในตอนต้นนั้น ทหารไทยยังมีเครื่องกันหนาวไม่เพียงพอ และต้องปฏิบัติภารกิจเข้าเวรยามและลาดตระเวนในที่โล่งแจ้ง และแม้แต่ในอาคารซึ่งชำรุดพังทลายจากสงคราม ก็ไม่อาจป้องกันลมหนาวได้
This “Battles Resume” is prepared for the 55th Anniversary Commemorating Ceremony for Thai Soldiers in Korean War, being held on Monday 7th November 2005, at the Thai Soldier Monument in Uncheon-ni, Pocheon-si, Gyunggi-do, Republic of Korea. It is a story about Thai soldiers’ wars, their battles and their memories, in the Korean War.
ประวัติการรบนี้ เตรียมโดยผู้ช่วยทูตทหารบก สำหรับกล่าวในพิธีครบรอบ 55 ปีที่ทหารไทยเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี ซึ่งจัดขึ้น เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2548 ณ อนุสาวรีย์ทหารไทย ตำบลอุนชอน เมืองโปชอน จังหวัดเคียงกิ สาธารณรัฐเกาหลี ประวัติการรบนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรบและความทรงจำของทหารไทยในสงครามเกาหลี
Thai Forces, mostly consisted of an Infantry battalion of the 21st Regiment Combat Team, arrived Busan, South Korea, on 7 November 1950, 55 years ago today.
กองกำลังทหารไทย จัดจากสามเหล่าทัพ แต่ส่วนใหญ่เป็นกำลังทหารบก คือ กองพันทหารราบ กรมผสมที่ 21 (ปัจจุบัน คือ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ซึ่งมีที่ตั้งในค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี) ได้เดินทางถึงเมืองท่าพูซาน เกาหลีใต้ เพื่อเข้าสู่สงครามเกาหลี เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2493 ซึ่งครบรอบ 55 ปี ในวันนี้
At about that same time, the United Nations Command (UNC) wished very much to win the Korean War within the Christmas that year. Therefore, with no time to complete 8 weeks training to acclimatize and familiarize themselves with new US weapons, and no time for UNC to ease Thais into the war, on 18 November 2005, Thai soldiers were ordered to the front line in Pyongyang to be placed under the operational control of the 187th Airborne Regiment Combat Team, 2nd Infantry Division, 9th Corps, US Army.
The advanced forces of Thai Battalion reached Pyongyang on 26 November, the same day the Chinese Communist Forces started a big offensive against the UN forces. The war did not end that Christmas 1950, but continued for 31 months later until the Armistice Agreement was signed on 27 July 1953.
ในเวลาเดียวกันนั้น กองบัญชาการสหประชาชาติ มีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะเอาชนะสงครามให้ได้ภายในคริสตมาสปีนั้น จึงได้สั่งการเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2493 ให้กำลังทหารไทยเดินทางสู่แนวหน้าสนามรบบริเวณกรุงเปียงยางอย่างเร่งด่วน โดยไม่มีเวลาให้ทหารไทยได้ฝึกความคุ้นเคยกับอาวุธอเมริกันและสภาพอากาศหนาวเย็นได้ครบตามแผนการฝึก 8 สัปดาห์ กำลังทหารไทยถูกส่งไปขึ้นสมทบ หรือ ขึ้นการควบคุมทางยุทธการ กับ กรมผสมส่งทางอากาศที่ 187 กองพลทหารราบที่ 2 กองทัพน้อยที่ 9 สหรัฐฯ
ส่วนล่วงหน้าของกองพันทหารราบไทยเดินทางถึงกรุงเปียงยางเมื่อ 26 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ กองกำลังทหารอาสาสมัครคอมมิวนิสต์จีน เริ่มต้นการรุกตอบโต้กำลังทหารสหประชาชาติ สงครามเกาหลีจึงไม่ได้จบภายในคริสตมาสปีนั้น แต่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานไปอีก 31 เดือน จนกระทั่งมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทางทหาร เมื่อ 27 กรกฎาคม 2496
And on 27 November 1950, Thailand suffered the first kill casualty, one of 132 deaths during the three years war.
ประเทศไทยสูญเสียชีวิตทหารคนแรก เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2493 นับเป็นหนึ่งใน 124 ทหารไทยที่เสียสละชีวิตในสงครามเกาหลี ซึ่งยาวนาน 3 ปี กับ 1 เดือน (หลังจากการลงนามข้อตกลงหยุดยิงทางทหารเมื่อ 27 กรกฎาคม 2496 จนถึง 23 มิถุนายน 2515 มีทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 12 คน รวมเป็น 136 คน)
The main forces arrived Pyongyang on 28 November 1950, and Thai forces engaged the Red Chinese for the first time around an area 30 Kilometer east of Pyongyang. The UN forces could not then resist the Chinese forces, so the Thai Battalion was ordered to retreat with US forces on 4 December 1950 to Kaesong, then finally to Suwon and Osan.
กำลังส่วนใหญ่ของกองพันทหารราบไทย เดินทางถึงแนวหน้าสนามรบบริเวณกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2493 และได้ปะทะกับทหารอาสาสมัครจีนเป็นครั้งแรก ในพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเปียงยางประมาณ 30 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม กองกำลังทหารสหประชาชาติ ไม่สามารถต้านทานกองกำลังทหารจีนคอมมิวนิสต์ได้ กองพันทหารไทยได้รับคำสั่ง เมื่อ 4 ธันวาคม 2493 ให้ปฏิบัติการรบแบบร่นถอยไปทางใต้พร้อมกับทหารอเมริกัน ผ่านเมืองแกซอง และไปวางกำลังตั้งรับบริเวณเมืองซูวอน และ โอซาน ในที่สุด
After that first engagement, the Thai Battalion was sent to many kinds of mission, especially much-needed security patrols and posts, and was placed under command of many larger units from US and United Kingdom. They also fought along side South Korean forces many times. There were countless battle. Followings are summary of Thai Soldiers’ war for South Korea, and few memorable battles.
หลังจากสนามรบแรก กองพันทหารราบไทยถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจหลายแบบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภารกิจการลาดตระเวน การเข้าเวรยาม และการระวังป้องกัน ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นมาก ทหารไทยต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้การควบคุมทางยุทธการของหน่วยต่างๆของสหรัฐฯและสหราชอาณาจักรหลายหน่วย นอกจากนี้ ทหารไทยยังได้ปฏิบัติการรบร่วมกับทหารเกาหลีใต้หลายครั้งอีกด้วย ประวัติการรบมีมากมายนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้ คือ สรุปการรบของทหารไทยเพื่อชาวเกาหลีใต้ในสงครามเกาหลี
1. North to Pyongyang, South to Sangju: 28 November 1950 to 8 March 1951, under the operational control of 187th US Airborne Regimental Combat Team and later 5 the US Cavalry Regiment.
เคลื่อนที่ขึ้นเหนือสู่กรุงเปียงยาง และร่นถอยลงใต้สู่เมืองซังจู ระหว่าง 28 พฤศจิกายน 2493 จนถึง 8 มีนาคม 2494 โดยปฏิบัติการรบภายใต้การควบคุมทางยุทธการของ กรมผสมส่งทางอากาศที่ 187 ของสหรัฐฯ และต่อมาภายใต้ กรมทหารม้าที่ 5 ของสหรัฐฯ
2. Advance to the Hwachon Reservoir: 26 March to 10 April 1951, started to commit into combat as one battalion of the 8th US Cavalry Regiment, 1st US Cavalry Division. The first KIA occured in early April 1951 the Thai Battalion finally went into combat in the hills south of the Hwachon Reservoir and lost its first man killed in action to sporadic Chinese fire.
ปฏิบัติการรุกเข้าสู่พื้นที่อ่างเก็บน้ำฮวาชน ระหว่าง 26 มีนาคม 2494 จนถึง 10 เมษายน 2994 ในฐานะกองพันทหารราบ ของ กรมทหารม้าที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐฯ ไทยประสบการสูญเสียทหารจากการรบเป็นครั้งแรก ตอนต้นเดือนเมษายน 2494 เมื่อกองพันทหารไทยเข้าสู่การรบอย่างเต็มตัว เป็นครั้งแรกในพื้นที่ภูเขาทางตอนใต้ของอ่างเก็บน้ำฮวาชน
On 26 March 1951, Thai Battaliaon was ordered to be attached to 8th Cavalry Regiment, 1st US Armored Division, around Chuncheon, and become the 4th Battalion of the 8th Regiment, and given a name of “Scrappy Gold.” During the offensive operation between 3 to 10 April 1951, Thai Battalion could sustain and endure in prolonged combat and attack and occupied all targets assigned by the 8th Regiment, so it was honored as one unit of 1st US Armored Division, and allowed to wear its badge.
กองพันทหารไทย ได้รับคำสั่ง เมื่อ 26 มีนาคม 2494 ให้ไปขึ้นสมทบกับ กรมทหารม้าที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐฯ บริเวณเมืองชุนชอน (ในปัจจุบันคนไทยจำนวนมากได้เดินทางไปเมืองชุนชอนเพื่อชมแหล่งท่องเที่ยวนามีซอม ซึ่งเป็นเกาะที่ถ่ายทำภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Winter Love Song) ซึ่งต่อมาได้ถูกบรรจุเป็นกองพันที่ 4 ของกรมทหารม้าที่ 8 และ ได้รับนามหน่วยว่า สแคร็ปปี้โกลด์ ในระหว่างการปฏิบัติการรบด้วยวิธีรุกอย่างยาวนานนั้น กองพันทหารไทยทำการรบอย่างต่อเนื่องอดทน และสามารถรุกเข้ายึดเป้าหมายได้ทุกเป้าหมายตามที่ กรมทหารม้าที่ 8 มอบให้ จนได้รับเกียรติให้เป็นหน่วยหนึ่งของกองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐฯ และสามารถประดับเครื่องหมายประจำหน่วยของกองพลได้
3. Action in the Western Sector: 11 April to 16 July 1951, now having a privilege to wear the 1st US Cavalry Division insignia, there were many battles.
การปฏิบัติในสนามรบด้านตะวันออก ระหว่าง 11 เมษายน ถึง 16 กรกฎาคม 2494 ในฐานะหน่วยหนึ่งของกองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐฯ
4. Patrolling Clashes: 16 July to 18 November 1951, being a reserve for two weeks then back to the front line around Sammyochon, northwest of Yonchon, aggressive “routine patrolling” in forces, “Outpost Eerie.”
การลาดตระเวนด้วยกำลัง ระหว่าง 16 กรกฎาคม ถึง 18 พฤศจิกายน 2494 หลังจากเป็นกองหนุน ได้สองสัปดาห์ กองพันทหารไทย ถูกส่งกลับเข้าสู่สนามรบในแนวหน้า บริเวณ ตำบล ซัมมิวชน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองยนชอน ภารกิจของทหารไทย คือ การลาดตระเวนด้วยกำลัง และการป้องกันจุดตรวจ หรือจุดระวังป้องกันในแนวหน้า ซึ่งต้องปฏิบัติเป็นประจำ และภารกิจนี้มักมอบให้กับทหารไทย ซึ่งสามารถจัดกำลังออกลาดตระเวนได้อย่างเหมาะสม
5. Change of Attachment: 19 November1951 to 22 October 1952, placed under the 3rd US Division, then later under 9th US Regiment of the 2nd US Division, taking front line to strengthen the main defensive positions for the coming winter.
ปรับการขึ้นสมทบ ระหว่าง 19 พฤศจิกายน 2494 ถึง 22 ตุลาคม 2495 กองพันทหารไทยขึ้นสมทบกับกองพลที่ 3 ของสหรัฐฯ และต่อมากับ กรมทหารราบที่ 9 กองพลทหารราบที่ 2 ของสหรัฐฯ โดยวางกำลังในแนวหน้าของสนามรบ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับที่มั่นแนวตั้งรับสำหรับฤดูหนาวที่กำลังมาเยือน
6. The Battle of Porkchop Hill:31 October to 11 November 1952, numerous battles struggling for the control of key and dominant outpost hills along the front line while having a truce talk at Panmunjeom. One of the most typical hill battle contests was waged at Porkchop Hill then held by soldiers of the Thai Battalion, resisting and winning the attack by the Chinese Communist Forces. For this gallant fighting at the Battle of Porkchop Hill alone, the Thais received one Legion of Merit, 12 Silver Stars, and 26 Bronze Stars, and they were further honored with the name “Little Tigers,” meant the small soldiers fighting like ferocious tigers, given by General James A. Van Fleet, the commander of the 8th US Army.
การรบ ณ เนินเขาพอร์คช็อป ระหว่าง 31 ตุลาคม ถึง 11 พฤศจิกายน 2495 การรบในช่วงนี้เป็นการสู้รบเพื่อแย่งยึดการควบคุมเนินเขาสำคัญและพื้นที่ได้เปรียบทางการรบตามแนวหน้าการเผชิญกำลัง ในระหว่างที่มีการประชุมเจรจาเพื่อหยุดยิงที่หมู่บ้านปันมุนจอม การรบที่สำคัญอันหนึ่งคือ การสู้รบเพื่อแย่งยึดการควบคุมเนินเขาพอร์คช็อป ซึ่งขณะนั้นยึดครองโดยกำลังทหารไทย ที่ต้องต้านทานการรุกของกำลังทหารจีนและทหารไทยประสบชัยชนะ ทำให้ทหารไทยได้รับเหรียญกล้าหาญ โดยเฉพาะสำหรับการรบ ณ เนินเขาพอร์คช็อบ เพียงสนามรบเดียว ถึง 39 เหรียญ นอกจากนี้ ทหารไทยยังได้รับเกียรติเพิ่มเติม ด้วยสมญานามว่า พยัคฆ์น้อย จาก พลเอก เจมส์ เอ แวน ฟลีท ผู้บัญชาการกองทัพที่ 8 ของสหรัฐฯ พยัคฆ์น้อย หมายถึง ทหารร่างเล็กที่สู้เหมือนเสือ
During the period from 31 October through 11 November 1952, in an-all out effort to capture Porkchop Hill, the Chinese Communist Forces attempted 5 times, first two to probe the defense strength and last three to take the hill, but all were resulted in vain on account of the gallant stand of the heroic Thailand troops
การรบในช่วง 31 ตุลาคม ถึง 11 พฤศจิกายน 2495 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยึดเนินเขาพอร์คช็อป กองกำลังทหารจีน ได้เข้าโจมตีที่มั่นของทหารไทย 5 ครั้ง โดย 2 ครั้งแรก เพื่อทดสอบกำลังตั้งรับ และ 3 ครั้งสุดท้ายเพื่อยึดเนินเขาดังกล่าวให้ได้ แต่ทั้ง 5 ครั้งต้องล้มเหลวอันเนื่องมาจาก การต่อสู้อย่างกล้าหาญและยอมตายของทหารไทย
The Thailanders won the fighting, over the overwhelming number of Chinese forces, not simply by the superior weight of friendly air and artillery power, but because the Thai infantry, man for man in the hand-to-hand fighting, out-gamed the Chinese Communist infantrymen at Porkchop Hill.
สาเหตุที่ทหารไทยชนะการสู้รบดังกล่าวต่อทหารจีน ซึ่งมีกำลังมากกว่าอย่างมากมายนั้น มิใช่ด้วยอำนาจการยิงสนับสนุนของกำลังฝ่ายพันธมิตรและปืนใหญ่ แต่เนื่องจาก ณ เนินเขาพอร์คช็อบในวันนั้น ทหารราบของไทย คนต่อคน ต่อสู้ด้วยมือต่อมือ เหนือกว่าทหารราบของจีน
7. Winter Lull: 11 November 1952 to 28 February 1953, still under 9th US Infantry Regiment.
การรบในช่วงฤดูหนาว ระหว่าง 11 พฤศจิกายน 2495 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2496 กองพันทหารไทย ยังคงขึ้นสมทบกับ กรมทหารราบที่ 9 ของสหรัฐฯ
8. The Last Spring: March to June 1953, spent most time in training and as 9th US Corps reserve, then relocated to Kyo-dong, west of Uncheon on 4 May.
ฤดูใบไม้ผลิสุดท้าย ระหว่าง มีนาคม ถึง มิถุนายน 2496 กองพันทหารไทย ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการฝึก และเป็นกองหนุนของ กองทัพน้อยที่ 9 ของสหรัฐฯ ต่อมาทหารไทยได้ย้ายที่ตั้งหน่วยไปอยู่ที่หมู่บ้านคิวดง ทางตะวันตกของเมืองอุนชอน เมื่อ 4 พฤษภาคม 2496
9. The Battle in the vicinity of Boomerang: 14 to 27 July 1953, northwest of Kumhwa, still under 9th Regiment.
การรบในพื้นที่บูมเมอแรง ระหว่าง 14 ถึง 17 กรกฎาคม 2496 ทหารไทยยังคงขึ้นสมทบกับ กรมทหารราบที่ 9 และปฏิบัติการรบในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองคึมฮวา จนกระทั่งการหยุดยิงทางทหารเมื่อ 27 กรกฎาคม 2496
10. Post-Armistice: 28 July 1953 to 23 June 1972. The Little Tigers had stood alert, working long, hard hours in the preparation of new defensive positions, and guarding against any further possible outbreak of war. In September 1954, the Little Tigers were detached from the 2nd Division and placed under the 7th US Division control, until leaving ROK in on 23 June 1972. The Thai Battalion was reduced to Thai Company from July 1956. They stationed at Uncheon from 1954 to 1970 before moved to station in Uijongbu during the last two years.
หลังการหยุดยิงทางทหาร ระหว่าง 28 กรกฎาคม 2496 ถึง 23 มิถุนายน 2515 ทหารไทย ภายใต้สมญานาม พยัคฆ์น้อย ยังคงทำงานหนัก เพื่อเตรียมที่มั่นตั้งรับ และพร้อมตลอดเวลาเพื่อป้องกันมิให้เกิดสงครามเกาหลีขึ้นอีกครั้ง เมื่อ กันยายน 2497 กองกำลังทหารไทย ปรับไปขึ้นสมทบกับ กองพลทหารราบที่ 7 ของสหรัฐฯ จนกระทั่งจบสิ้นภารกิจและเดินทางออกจากเกาหลีใต้กลับประเทศไทยเมื่อ 23 มิถุนายน 2515 กองกำลังทหารไทย ปรับลดกำลังจาก กองพันทหารราบ เป็นกองร้อยทหารราบ ตั้งแต่ กรกฎาคม 2499 ทั้งนี้ กำลังทหารไทย ตั้งอยู่ ณ เมืองอุนชอน ตั้งแต่ปี 2497 จนถึงปี 2513 ก่อนที่จะย้ายไปตั้ง ณ เมืองอุยจองบู ใน สองปีสุดท้าย
Finally, It is more appropriate to conclude this story by pointing out what Thai Soldiers remember most. First is being cold, second the confusion, third the Americans, and finally the Koreans. These words are taken from the book, “ Their Wars For Korea,” by Allan R. Millett.
ตอนสุดท้ายของประวัติการรบนี้ จะขอกล่าวถึง สิ่งที่ทหารไทยจดจำได้ หรือ มีความประทับใจ มากที่สุด ประการแรก ความหนาว ประการที่สอง ความสับสน ประการที่สาม อเมริกัน และประการที่สี่ คนเกาหลี คำกล่าวของทหารผ่านศึกของไทยในสงครามเกาหลีต่อไปนี้ คัดลอกมาจากหนังสือ “สงครามสำหรับเกาหลีของพวกเขา” เขียนโดย อัลแลน อาร์ มิลเลท์
What the Thais remember most is “being cold. The different in Temperature between Thailand and ROK in Winter is normally about 40 degree Celcius. This is not accounted for wind, and especially the war and loneliness.
สิ่งที่ทหารไทยจำได้มากที่สุดคือความหนาว ความแตกต่างของความร้อนในไทย กับ ความหนาวในเกาหลีมีสูงถึง 40 ถึง 50 องศา ซึ่งความหนาวนี้ยังไม่รวมถึง ความหนาวที่เกิดจากแรงลม การรบ และความเหงา ทหารไทยหลายคนถึงกับรำพึงว่า แม้แต่แสงแดดในเกาหลียังหนาว
General Surapol Tonpreecha, who was a platoon leader during the Korean War in 1950, remember that winter vividly. He said in Bangkok in1998, “We Thais had no experience with such harsh cold. Our wool American uniform, even when cut down for our small body, were too heavy, too cold when wet. We could hardly stand up, let alone walk. We didn’t have adequate cold weather clothing until we developed our own later in the war.”
พลเอกสุรพล ต้นปรีชา นายทหารเกษียณราชการ ซึ่งเป็นผู้บังคับหมวดทหารราบในระหว่างสงครามเกาหลีเมื่อปี 2493 จำฤดูหนาวในปีนั้นได้อย่างแจ่มชัด พลเอกสุรพล กล่าวที่กรุงเทพ เมื่อ ปี 2541 ว่า “พวกเราคนไทย ไม่เคยมีประสบการณ์กับความหนาวอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน เครื่องแบบที่ทำจากผ้าวูลของอเมริกันของเรา แม้ว่าถูกตัดให้เหมาะกับร่างกายเล็กๆ ของเราแล้ว แต่ก็หนักเกินไป และหนาวเกินไปเมื่อเปียก เราแม้แต่จะยืนขึ้นยังยาก คงไม่ต้องพูดถึงเดิน พวกเราไม่มีเสื้อผ้ากันหนาวที่เหมาะสม จนกระทั่งเราสามารถพัฒนาของเราขึ้นเองได้ในภายหลังในระหว่างสงคราม”
General Surapol also remembered that the Thais were as confused as the Americans about the massive Chinese offensive against the 8th Army. Thai Forces were in Pyeongyang less than 10 days when they ordered to retreat. He said, “In total confusion we retreated south with the Americans to Suwon, which we reached on December 14. We wondered what we had gotten into.”
นอกจากนี้ พลเอกสุรพล ก็ยังคงจำได้ว่า ทหารไทย สับสน เช่นเดียวกับทหารอเมริกัน เกี่ยวกับ การรุกอย่างหนักของกองกำลังทหารจีนคอมมิวนิสต์ ต่อ กองทัพที่ 8 ของสหรัฐฯ กองกำลังทหารไทย เดินทางมาถึงกรุงเปียงยางและปฏิบัติการบได้ไม่ถึง 10 วัน ก็ถูกสั่งให้ร่นถอย พลเอกสุรพลกล่าวว่า “ด้วยความสับสันอย่างสมบูรณ์ พวกเราร่นถอยไปทางใต้กับอเมริกัน ไปจนถึงเมืองซูวอน เมื่อ 14 ธันวาคม พวกเราประหลาดใจว่า เราได้เข้าไปเจออะไรกันแน่”
Thais also remember the fighting in many battles, but what they remember most is the fighting with the American soldiers, and the American food which was so foreign to them. Major General Prayoon Nootkan-janakool, who commanded the Thai Battalion in 1951, shared his experience by saying in 1998,
ทหารไทยสามารถจำการรบต่างๆได้ แต่ที่ประทับใจมากที่สุดคือการร่วมรบกับทหารอเมริกัน (ซึ่งทำให้ความเป็นมิตรระหว่างทหารอเมริกันกับทหารไทยเจริญมาได้จนทุกวันนี้) และอาหารอเมริกัน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอาหารไทย พลตรีประยูร นุตกาญจนกุล นายทหารเกษียณราชการ ซึ่งเป็นผู้บังคับกองพันทหารไทย เมื่อปี 2494 ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่กรุงเทพ เมื่อปี 2541 ว่า
“… We got to enjoy US Army food prepared in kitchens and carried in insulated containers to our positions. Whenever we got a really good meal – ice-cream, steaks, real eggs – we knew someone wanted us to attack a tough position, usually with a night combat patrol. Senior American officers would visit the battalion when an operation was about to begin. Lots of smiles, lots of handshakes. The more VIPs, the more handshakes, the more dangerous the mission.”
“... พวกเราได้มีโอกาสเพลิดเพลินกับอาหารของทหารบกอเมริกัน ซึ่งจัดเตรียมในครัวและขนส่งในภาชนะกันความร้อนไปให้พวกเราที่ฐานปฏิบัติการในแนวหน้า เมื่อไรก็ตามที่พวกเราได้รับอาหารที่ดีจริงๆ เช่น ไอศกรีม สะเตก ไข่แท้ๆ เป็นต้น พวกเราจะรู้ทันทีว่า บางคนต้องการให้พวกเรารุกโจมตีที่หมายยากลำบาก ซึ่งปกติมักจะประกอบด้วยการลาดตระเวนรบในเวลากลางคืน นายทหารอเมริกันระดับสูง หลายคน จะมาเยี่ยมกองพันทหารไทย ก่อนที่จะมีการปฏิบัติการ มีรอยยิ้มและการจับมือทักทายจำนวนมาก วีไอพีมากเท่าไร จับมือกันมากเท่าไร หมายถึง ภารกิจที่อันตรายมากขึ้นเท่านั้น”
Thais especially remember the Koreans, even until today, the friendship that Thai Soldiers and Korean Civilians gave to each other. The evidence is clearly illustrated by the figures of a Korean man and a Thai soldier on top of the monument. “KAP CHI KAP CHI DA, Thais and Koreans, we go together.” Thai soldiers remember what and how much hardship the Koreans received and endured during and after the war. That is why all veterans are so glad and happy for the Koreans now, that South Korea is one of the world top advanced and prosperous country, and that Koreans are now happy and can enjoy their life, freedom and democracy. Their sacrifice has been for nothing.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จนกระทั่งวันนี้ ทหารไทยจำคนเกาหลีได้ และยังคงประทับใจคนเกาหลีและความเป็นมิตรที่ทหารไทยและคนเกาหลีมอบให้ซึ่งกันและกัน หลักฐานอย่างชัดเจน คือ อนุสาวรีย์ทหารไทยแห่งนี้ ซึ่งส่วนสำคัญ คือ รูปปั้นทหารไทยโอบกอดกับคนเกาหลี เพื่อช่วยกันเดินไปข้างหน้า สู่ชีวิตที่ยังมีความหวัง ไทยกับเกาหลี เราไปด้วยกัน ทหารไทยจำได้ว่าคนเกาหลีต้องทนทุกข์ทรมาณอย่างหนักในระหว่างและหลังสงคราม สิ่งนี้เองทำให้ทหารไทยที่เคยมาปฏิบัติภารกิจในเกาหลีใต้ ต่างรู้สึกยินดีและมีความสุขกับคนเกาหลีในปัจจุบัน ที่เกาหลีใต้ในวันนี้ คือ ประเทศที่ทันสมัยและรุ่งเรืองมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และที่คนเกาหลีวันนี้ มีความสุข และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสบาย มีเสรีภาพและประชาธิปไตย การเสียสละของทหารเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ไม่สูญเปล่า
Finally, especially thanking notes is to the Koreans for remembering Thai soldiers. So, this story is finished when every one at the 55th Commemorating Ceremony saying, “TO THE THAI SOLDIERS, WE WILL REMEMBER THEM.”
สุดท้ายนี้ ขอส่งความขอบคุณต่อชาวเกาหลีทุกคนที่ยังคงระลึกถึงทหารไทย และประวัติการรบนี้ ขอจบด้วยทุกท่านในพิธีครบรอบ 55 ปีของทหารไทยในสงครามเกาหลี ร่วมกันกล่าวว่า ถึงทหารไทยทุกคน เราจะระลึกถึงท่านตลอดไป
--------------------------------------------------------------------------------------
ภาพประกอบงานวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548
|